
เจาะอ่าวไทยยังวุ่น
จากกรณีมีประชาชนในพื้นที่เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ได้เรียกร้องคัดค้านให้รัฐบาลยกเลิกการขุดเจาะสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในแปลงสัมปทานของบริษัทเอกชนที่อยู่ใกล้กับเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ทั้งนี้เพราะเกรงว่าจะเกิดผลกระทบตามมา ซึ่งบริษัทที่ได้รับสัมปทานปัจจุบันยังไม่ได้ดำเนินการขุดเจาะ ซ้ำกรณีดังกล่าวทำท่าจะลุกลามบานปลาย แม้หน่วยงานภาครัฐจะพยายามไกล่เกลี่ยเพื่อหาข้อยุติแล้วก็ตาม แต่ทว่าปัญหายังคงคาราคาซังต่อเนื่อง
เพราะหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐจะยกเลิกสัมปทานการขุดเจาะปิโตรเลียมได้นั้นต้องเข้าข้อเท็จจริงที่ว่าผู้รับสัมปทานไม่ยอมสำรวจหลังจากที่ได้รับสัมปทานไปแล้ว และไม่จ่ายเงินค่าภาคหลวง หรือภาษี รวมทั้งการขุดเจาะสำรวจมีผลกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อม แต่จนถึงขณะนี้บริษัทที่ได้รับสัมปทานยังอยู่ระหว่างการทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ขั้นตอนดั้งกล่าวถูกชะลอออกไปเพราะเกิดการประท้วง ดังนั้นกรณีนี้รัฐบาลจึงไม่สามารถยกเลิกสัมปทานกับบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทานได้
เพราะแน่นอนว่าหากรัฐบาลไม่มีเหตุผลรองรับที่ชัดเจนในการยกเลิกสัมปทานย่อมเกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนและมีความสุ่มเสี่ยงที่ภาคเอกชนจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ ซึ่งเรื่องนี้คงทำได้เพียงการเจรจาย้ายจุดสำรวจให้ห่างออกไปจากแหล่งท่องเที่ยว เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ดังนั้นภาครัฐควรเร่งรีบทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน โดยแสดงเหตุผลที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะต้องชี้ให้ชาวสุราษฎร์ธานีเข้าใจถึงปัญหาการขาดแคลนพลังงาน โดยเฉพาะกระแสไฟฟ้าที่มีความสำคัญยิ่ง
ทั้งนี้โดยภาพรวมประเทศไทยต้องพึ่งพาพลังงานจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นจำนวนมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ากว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งในปัจจุบันแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่ผลิตจากอ่าวไทย สามารถช่วยลดการนำเข้าได้กว่า 375,000 ล้านบาทต่อปี กอปรกับในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานีเองใช้กระแสไฟฟ้ามากเป็นอันดับ 3 ของภาคใต้รองจากสงขลา และภูเก็ต โดยเฉพาะเกาะสมุยใช้กระแสไฟฟ้าถึง 500 ล้านหน่วยต่อปี เท่ากับปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าของทุกอำเภอใน จ.สุราษฎร์ธานีรวมกัน
http://www.banmuang.co.th/editor.asp?id=213900